อุทยานแห่งชาติ Crater Lake เป็นสถานที่ที่ชาวออเรกอน ในสหรัฐอเมริกาบอกว่าต้องไปดูให้ได้ มาถึงรัฐออเรกอน ดินแดนที่แวดล้อมไปด้วยป่าเขาลำเนาไพร ทั้งที งานนี้เลยต้องจัดซะหน่อย

   Crater Lake มีที่มาจากการที่ภูเขาไฟมาซามา (Mount Mazama) ระเบิดเมื่อ 7,700 ปีมาแล้ว ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ถูกเติมเต็มไปด้วยน้ำฝนและหิมะที่หลอมละลาย มีความลึกประมาณ 1,943 ฟุตซึ่งถือว่าเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่มีความลึกที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากข้อมูลพบว่าภูเขามาซามามีอยู่เมื่อห้าแสนปีมาแล้ว มีมนุษย์มาอยู่อาศัยรอบๆมากกว่าหมื่นปีที่ผ่านมาซึ่งบางทีพวกเขาอาจจะเห็นตอนที่ภูเขาไฟระเบิด ณ Crater Lake ถือเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมของ

 

   ชาวอเมริกัน-อินเดียน ผู้ที่ค้นพบสถานที่แห่งนี้เป็นพวกนักสำรวจทองเช่นกัน ส่วนผู้ที่ขึ้นไปท่องเที่ยวเป็นคนแรกมีชื่อว่า William Gladstone Steel ในปี 1885 และจากความพยายามผลักดันของบุคคลผู้นี่ทำให้ที่นี่กลายเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1902 นอกจากนี้ยังเป็นสวรรค์ของนักสำรวจธรรมชาติและนักวิทยาศาสตร์ในการหาที่มาของการก่อตัวเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่เราเห็นอยู่นี้ ขอบคุณพวกนักขุดทองยุคก่อนที่เบิกเส้นทางท่องเที่ยวให้คนรุ่นหลังแม้จะไม่เหลือแร่ทองให้ขุดต่อแล้วก็ตาม

   ที่นี่จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวในฤดูร้อน โดยช่วงวันที่ 2 กรกฎาคมถึง 14 กันยายน สามารถซื้อทัวร์ล่องเรือชมทัศนียภาพของทะเลสาบสามารถมองเห็นผิวน้ำสีฟ้าดูสบายตา แต่คนที่จะซื้อทัวร์ดังกล่าวขอให้สำรวจตัวเองด้วยว่ามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงพอหรือไม่ เนื่องจากทางขึ้นเรือจะต้องเดินไต่เขาทั้งขาไปและขากลับเป็นระยะทาง 2.2 ไมล์

   และเช่นเดียวกับอุทยานแห่งชาติโดยทั่วไปที่ผู้คนมักจะชอบมาแคมป์ปิ้งกัน ที่นี่มีแคมป์กราวน์อยู่หลายแห่งจริงๆแล้วตลอดเส้นทางก่อนถึง Crater Lake ก็มีแคมป์กราวน์เยอะแยะไปหมด แต่ต้องสำรวจเดือนที่จะไปกันนิดนึงเพราะในช่วงหน้าหนาวที่หิมะลงหนักๆเขาจะไม่เปิดบริการ นี่บอกให้เฉพาะมือใหม่ที่ชื่นชอบนอนเตนท์ ส่วนปรมาจารย์ด้านนี้คงรู้ในจุดนี้ดีอยู่แล้ว

 

   ส่วนนักไต่เขาทั้งหลายคงจุใจกับที่นี่ด้วยเส้นทางรวม 90 ไมล์ทั้งแบบสบายๆไปจนถึงสาหัสสากรรจ์ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอีกหนึ่งเส้นทางซึ่งลัดเลาะไปทาง Pacific Crest มีระยะทาง 33 ไมล์ที่สามารถมองเห็นวิวของทะเลสาบได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆให้ทำกันอีก เช่น การตกปลา ซึ่งชาวพุทธอย่างเราอดหวั่นใจไม่ได้เพราะคิดว่ายังไงก็รู้สึกบาปอยู่ดี แต่สำหรับข้อมูลที่จะให้ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง นั่นคือการตกปลาที่ทะเลสาบแห่งนี้สามารถทำได้เกือบทั้งปียกเว้นในช่วงที่อากาศแปรปรวน ปลาสองชนิดที่พบบ่อยที่สุดคือแซลมอนและเรนโบว์เทราวท์ ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตตกปลาแต่จะต้องอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาตินี้เท่านั้น

ขากลับหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องแวะชมวิวตามลำธารข้างทางให้ได้ และแล้วก็ไม่ผิดหวังเพราะระหว่างทางมีธารน้ำตกแสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ให้กับมวลมนุษย์ เราไม่รีรอที่จะจอดรถแล้วเดินเข้าไปชมใกล้ๆ เท่านั้นยังไม่พอขอสัมผัสสายน้ำที่ไหลแรงเชี่ยวกราด ดูสวยไปอีกแบบ